รากฟันเทียม

      รากฟันเทียม หรือ รากเทียม เป็น วัสดุที่รูปร่างคล้ายสกรูน๊อต โดยใส่เข้าไปยึดติดกับกระดูก รากฟันเทียมโดยส่วนใหญ่ จะทำจากวัสดุไททาเนียม แต่สำหรับคนไข้ที่แพ้โลหะ ก็มีวัสดุที่ทำจาก Zirconia โดยไม่ว่าจะวัสดุชนิดไหนก็มีการออกแบบพิเศษให้เข้ากับร่างกายของคนเราได้เป็นอย่างดี จึงสามารถฝังยึดติดกับกระดูกได้เป็นอย่างดี โดยรากฟันเทียมจะทำหน้าที่เป็นรากฟันธรรมชาติของฟันที่สูญเสียไป สามารถยึดติดกับฟันปลอม ครอบฟัน หรือสะพานฟันได้ โดยจะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าฟันปลอมธรรมดา

รากฟันเทียมเหมาะกับใคร

รากฟันเทียมเหมาะกับทุกคนที่สูญเสียฟันแท้ไป โดยเฉพาะ ผู้ที่สูญเสียฟันหน้า หรือฟันกลาม และยังเหมาะกับคนที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปเนื่องจากกระดูกขากรรไกรเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว โดยรากฟันเทียมเหมาะกับคนดังต่อไปนี้

  • คนไข้ที่มีฟันแตกหรือหัก หรือสูญเสียฟันจากอุบัติเหตุ
  • คนไข้ที่มีการทำฟันปลอมถอดได้แล้วมีปัญหาตามมา
  • คนไข้ที่ไม่ต้องการกรอฟันด้านข้างเพื่อทำสะพานฟัน
  • คนไข้ที่ต้องการทำการใส่ฟัน โดยไม่กระทบกับฟันซี่อื่นๆ
  • คนไข้ที่มีใส่ฟันปลอมทั้งปากแล้วหลุดง่าย

 

รากฟันเทียมช่วยอะไรได้บ้าง

  • ช่วยให้สามารถเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น กว่าการใช้ฟันปลอมแบบถอดได้
  • ช่วยรักษารูปหน้าธรรมชาติ เนื่องจากรากฟันเทียมจะทำให้กระดูกขากรรไกรไม่ละลายไป หากคนไข้ใส่ฟันปลอมจะทำให้กระดูกขากรรไกรค่อยๆละลายได้
  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ เพราะให้ความรู้สึกเหมือนฟันธรรมชาติ ทำให้มีรอยยิ้มสวยอย่างมั่นใจ
  • ช่วยให้พูดออกเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำเป็นธรรมชาติ ไร้ปัญหาด้านการออกเสียง โดยเฉพาะหากเทียบกับการทำฟันเทียมชนิดอื่นๆ
  • ช่วยให้การทำความสะอาดง่าย ดูแลรักษาช่องปากหรือฟันเหมือนฟันธรรมชาติ
  •  

รากฟันเทียมมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

ส่วนประกอบหลักของรากฟันเทียมมี 3 ส่วน ดังนี้

  1. รากฟันเทียม (Implant Fixture)

    เป็นส่วนที่ฝังลงในกระดูกขากรรไกร ทำหน้าที่เสมือนรากฟันธรรมชาติ ผลิตจากวัสดุที่มีความแข็งแรงและเข้ากับร่างกายได้ดี เช่น ไททาเนียมหรือเซอร์โคเนีย

  2. ส่วนเชื่อมต่อ (Abutment)

    ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างรากฟันเทียมกับฟันปลอมหรือครอบฟัน โดยใช้วัสดุทางทันตกรรม (Prosthetic Component) ช่วยยึดให้แน่น

  3. ฟันปลอมหรือครอบฟัน (Crown)

    เป็นส่วนที่มีลักษณะเหมือนฟันธรรมชาติทั้งในด้านสีและรูปร่าง ใช้สำหรับครอบรากฟันเทียมเพื่อให้การใช้งานและความสวยงามสมบูรณ์แบบ

หลักการทำงานของรากฟันเทียม

  • กลไกการยึดติดกับกระดูก (Osseointegration)

เมื่อฝัง Fixture ลงในกระดูก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะไม่ต่อต้านวัสดุไทเทเนียม เนื่องจากเป็นวัสดุ Biocompatible หลังจากฝังประมาณ 3-6 เดือน รากไทเทเนียมจะเกิดการยึดเกาะกับเนื้อกระดูกอย่างแน่นหนา ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของรากฟันเทียม

  • การรับแรงบดเคี้ยว

เมื่อรากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์ ครอบฟันที่เชื่อมต่อผ่าน Abutment จะสามารถรับแรงบดเคี้ยวได้เหมือนฟันจริง ทั้งในแนวดิ่งและแนวเฉียง โดยไม่กระทบต่อฟันซี่ข้างเคียง ซึ่งต่างจากสะพานฟันที่ต้องพึ่งพาฟันข้างเคียงในการรับแรง

  • การถ่ายทอดแรงสู่กระดูกขากรรไกร

ต่างจากฟันปลอมถอดได้ รากฟันเทียมสามารถถ่ายทอดแรงบดเคี้ยวสู่กระดูกขากรรไกรโดยตรง ช่วยกระตุ้นให้กระดูกคงตัว ไม่ยุบตัวตามกาลเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อดีหลักที่ทำให้รากฟันเทียมเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในระยะยาว

  • ความเสถียรและอายุการใช้งาน

หากได้รับการฝังรากฟันเทียมอย่างถูกต้องโดยทันตแพทย์เฉพาะทาง และผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสม รากฟันเทียมสามารถอยู่ได้นานกว่า 10-20 ปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต

“การทำรากฟันเทียมไม่ใช่เพียงการใส่ฟันปลอม แต่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ฟื้นฟูฟันให้กลับมามีราก ยึดเกาะกับกระดูก และสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด หากดำเนินการโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่แม่นยำ ผู้ป่วยสามารถมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ระยะยาวได้อย่างแท้จริง”

รากฟันเทียมมี่กี่แบบ

การแบ่งชนิดของการทำรากฟันเทียม โดยแบ่งได้ตามหลายแบบ ยึดตามตำแหน่งการฝัง จำนวนซี่ และวัสดุในการทำรากฟันเทียม ในปัจจุบันนิยม แบ่งตามจำนวนซี่ที่ทำรากฟันเทียม

1. การทดแทนฟันซี่เดียว (Single Tooth Replacement)

  • ลักษณะ: ใช้รากฟันเทียม 1 ตัว ฝังลงไปในตำแหน่งที่ฟันหายไป จากนั้นใส่ ครอบฟัน (Crown) ที่ทำเลียนแบบฟันธรรมชาติลงบนรากเทียมนั้น
  • ข้อดี: เป็นวิธีทดแทนฟันซี่เดียวที่ใกล้เคียงฟันธรรมชาติที่สุด ไม่จำเป็นต้องกรอฟันซี่ข้างเคียงเหมือนการทำสะพานฟันแบบดั้งเดิม

2. การทดแทนฟันหลายซี่ (Multiple Tooth Replacement)

  • ลักษณะ: ใช้รากฟันเทียม 2 ตัว หรือมากกว่านั้น ฝังลงไปในตำแหน่งที่เหมาะสมบริเวณช่องว่าง จากนั้นทำ สะพานฟัน (Implant-Supported Bridge) ยึดติดกับรากฟันเทียมเหล่านั้น
  • ข้อดี: ไม่จำเป็นต้องใช้รากฟันเทียมเท่ากับจำนวนฟันที่หายไปทุกซี่ (เช่น ฟันหาย 3 ซี่ อาจใช้รากฟันเทียมแค่ 2 ตัวแล้วทำสะพานฟัน 3 ซี่คลุม) ช่วยให้ไม่ต้องกรอฟันธรรมชาติข้างเคียง และมีความแข็งแรงมั่นคงกว่าสะพานฟันแบบปกติในบางกรณี
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่สูญเสียฟันหลายซี่เรียงติดกัน

3. การทดแทนฟันทั้งปาก หรือเกือบทั้งปาก (Full Arch Replacement)

  • ลักษณะ: ใช้รากฟันเทียมหลายตัว (ตั้งแต่ 2-4 ตัวขึ้นไป จนถึง 6 หรือ 8 ตัวต่อขากรรไกร) ฝังลงในตำแหน่งที่วางแผนไว้ เพื่อรองรับแผงฟันปลอมทั้งขากรรไกร ซึ่งมี 2 รูปแบบหลัก:
    • ฟันปลอมแบบถอดได้ที่ยึดด้วยรากเทียม (Implant-Retained Overdenture): ใช้รากฟันเทียม 2-4 ตัว เป็นหลักยึดให้กับฟันปลอมทั้งแผง ผู้ป่วยสามารถถอดเข้า-ออกเพื่อทำความสะอาดได้เอง แต่จะมีความแน่นกระชับกว่าฟันปลอมธรรมดามาก
    • ฟันปลอมแบบติดแน่นที่ยึดด้วยรากเทียม (Implant-Supported Fixed Bridge/Denture): ใช้รากฟันเทียมจำนวนมากขึ้น (เช่น 4, 6, หรือ 8 ตัว) เพื่อยึดแผงฟันปลอมแบบติดแน่นถาวร ไม่สามารถถอดเองได้ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุดในการบดเคี้ยว (เทคนิคที่นิยมเช่น All-on-4®, All-on-6®)
  • ข้อดี: แก้ปัญหาฟันปลอมหลวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นใจในการพูดคุยและรับประทานอาหาร ช่วยรักษาและกระตุ้นกระดูกขากรรไกร
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกรบนหรือล่าง (หรือทั้งสองขากรรไกร) หรือผู้ที่ต้องการความมั่นคงมากกว่าฟันปลอมแบบธรรมดา

ประเภทและเทคนิคการทำรากฟันเทียม: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ?

      การทดแทนฟันที่สูญเสียไปด้วยรากฟันเทียมนั้นมีหลายวิธี ซึ่งทันตแพทย์จะเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมที่สุดโดยพิจารณาจากสภาพกระดูกขากรรไกร สุขภาพช่องปากโดยรวม และความต้องการของคุณ ลองมาทำความรู้จักกับรูปแบบหลักๆ ของการทำรากฟันเทียมกันครับ:

1. รากฟันเทียมแบบดั้งเดิม (Conventional Dental Implant): มาตรฐานยอดนิยม รอเวลาเพื่อความสมบูรณ์

นี่คือวิธีการที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดครับ ขั้นตอนจะเริ่มต้นจากการวางแผนอย่างละเอียด การเตรียมสภาพช่องปากให้พร้อม จากนั้นทันตแพทย์จะทำการผ่าตัดเล็กเพื่อฝังตัวรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร

หัวใจสำคัญของวิธีนี้คือ การรอคอย ครับ หลังจากฝังรากเทียมแล้ว คุณจะต้องให้เวลาร่างกายประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้กระดูกบริเวณรอบๆ ค่อยๆ เจริญเติบโตเข้ามายึดติดกับผิวของรากฟันเทียมอย่างสมบูรณ์ (กระบวนการ Osseointegration) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รากฟันเทียมแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนาน เมื่อกระดูกยึดติดดีแล้ว ทันตแพทย์จึงจะนัดมาเพื่อทำการติดตั้งส่วนต่อรองรับ (Abutment) และครอบฟัน สะพานฟัน หรือฐานฟันปลอม เพื่อให้คุณกลับมามีฟันที่สวยงามและใช้งานได้อีกครั้ง

2. การฝังรากฟันเทียมทันทีหลังถอนฟัน (Immediate Implant Placement): รวบรัดขั้นตอน ลดเวลาผ่าตัด

สำหรับผู้ที่ต้องการลดขั้นตอนและจำนวนครั้งในการผ่าตัด เทคนิคนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ โดยทันตแพทย์จะทำการ ถอนฟันซี่ที่มีปัญหาออก และฝังรากฟันเทียมลงไปในตำแหน่งเดิมทันที ภายในการผ่าตัดครั้งเดียวกัน ซึ่งต่างจากวิธีดั้งเดิมที่ต้องรอให้แผลถอนฟันหายดีก่อนจึงจะมาฝังรากเทียม

ข้อดีคือช่วยประหยัดเวลา ลดความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดซ้ำซ้อน แต่เทคนิคนี้ก็มี เงื่อนไขสำคัญ คือ:

  • คุณจำเป็นต้องมีปริมาณและความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกร ณ บริเวณนั้น เพียงพอที่จะให้รากฟันเทียมยึดอยู่ได้อย่างมั่นคงทันทีหลังการฝัง
  • บริเวณที่จะทำการฝังรากเทียมต้องไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรง หากมีปัญหาเหล่านี้อยู่ จำเป็นต้องได้รับการรักษาให้หายดีเสียก่อน
3. การใส่ฟันทันทีหลังฝังรากเทียม (Immediate Loaded Implant): สวยเร็ว ใช้งานไว

นอกเหนือจากการฝังรากเทียมทันทีหลังถอนฟันแล้ว ยังมีเทคนิคที่เน้น การใส่ส่วนของตัวฟัน (อาจเป็นครอบฟันชั่วคราว หรือบางกรณีอาจเป็นแบบถาวร) ให้กับคุณทันที หรือภายในระยะเวลาสั้นๆ (เช่น ภายใน 48-72 ชั่วโมง) หลังจากการฝังรากฟันเทียม ไม่ว่าจะเป็นการฝังแบบดั้งเดิมหรือแบบทันทีก็ตาม

ข้อดีคือคุณจะมีฟันเพื่อความสวยงามและอาจใช้บดเคี้ยวอาหารอ่อนๆ ได้เกือบจะในทันที ไม่ต้องเผชิญกับช่องว่างระหว่างรอรากเทียมยึดติดนานหลายเดือน ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จำเป็นต้องมี ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่:

  • คุณภาพและปริมาณกระดูกต้องดีเยี่ยม เพื่อให้รากฟันเทียมที่ฝังลงไปมีความมั่นคงเริ่มต้นสูง (High Initial Stability) พอที่จะรองรับแรงจากการใส่ฟันได้ทันที
  • ต้องไม่มีการติดเชื้อหรือการอักเสบในบริเวณดังกล่าว
การเลือกเทคนิคที่เหมาะสม

การจะเลือกใช้เทคนิคใด ไม่ว่าจะเป็นแบบดั้งเดิม แบบฝังทันที หรือแบบใส่ฟันทันทีนั้น ไม่สามารถตัดสินใจได้เองครับ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด จากการตรวจสภาพช่องปาก ภาพถ่ายรังสี (X-ray) หรือ CT Scan รวมถึงพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณโดยเฉพาะ อย่าลังเลที่จะปรึกษาทันตแพทย์เพื่อขอข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติมนะครับ

ตำแหน่งในการฝังรากฟันเทียม: สามารถทำตรงไหนได้บ้าง?

      อีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำรากฟันเทียม นอกจากเรื่องแบรนด์และราคาแล้ว ก็คือเรื่อง “ตำแหน่ง” ที่สามารถฝังรากฟันเทียมได้

      โดยหลักการแล้ว รากฟันเทียมถูกออกแบบมาเพื่อ ทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป ดังนั้น ตำแหน่งหลักๆ ในการฝังรากฟันเทียมก็คือ บริเวณช่องว่างที่เกิดจากการถอนฟันหรือฟันหลุดไป นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นฟันซี่เดียว หรือหลายซี่ก็ตาม

ตำแหน่งที่สามารถฝังรากฟันเทียมได้ มีดังนี้:

  1. ทดแทนฟันที่หายไปเพียงซี่เดียว:
    • ไม่ว่าจะเป็น ฟันหน้า (ที่ต้องการความสวยงามสูง) ฟันกรามน้อย หรือ ฟันกราม (ที่เน้นการบดเคี้ยว) หากคุณสูญเสียฟันไปเพียงซี่เดียว รากฟันเทียมสามารถฝังลงไปในตำแหน่งนั้นได้เลย เพื่อรองรับครอบฟันซี่ใหม่ โดยมีข้อดีคือ ไม่ต้องกรอฟันซี่ข้างเคียง เหมือนการทำสะพานฟัน
  2. ทดแทนฟันที่หายไปหลายซี่ติดต่อกัน:
    • หากมีช่องว่างขนาดใหญ่จากการสูญเสียฟันหลายซี่ติดกัน ทันตแพทย์อาจพิจารณาฝังรากฟันเทียม 2 ตัวหรือมากกว่านั้น เพื่อใช้เป็นหลักยึดสำหรับ สะพานฟันชนิดติดแน่นบนรากฟันเทียม (Implant-Supported Bridge) ซึ่งช่วยลดจำนวนรากเทียมที่ต้องฝัง หรือในบางกรณีอาจพิจารณาฝังรากเทียมทดแทนทุกซี่ที่หายไป ขึ้นอยู่กับการประเมินสภาพกระดูกและแผนการรักษา
  3. ทดแทนฟันที่หายไปทั้งหมด (ทั้งขากรรไกรบนหรือล่าง):
    • สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันไปทั้งหมดในขากรรไกรบนหรือล่าง หรือทั้งสองขากรรไกร (ฟันหมดปาก) รากฟันเทียมเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมในการเพิ่มคุณภาพชีวิต
    • สามารถฝังรากฟันเทียมหลายตัว (เช่น 4-6 ตัว หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับเทคนิคและสภาพกระดูก) เพื่อใช้เป็นฐานรองรับ ฟันปลอมทั้งปากชนิดถอดได้ที่ยึดแน่นด้วยรากเทียม (Implant-Retained Overdenture) ซึ่งจะแน่นกว่าฟันปลอมธรรมดามาก หรือ สะพานฟันติดแน่นทั้งขากรรไกรบนรากเทียม (Full-Arch Fixed Implant Bridge) ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับตำแหน่งในการฝังรากฟันเทียม:

  • คุณภาพและปริมาณกระดูก: ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ปริมาณและความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกร ในบริเวณนั้นต้องเพียงพอที่จะรองรับรากฟันเทียมได้อย่างมั่นคง หากกระดูกไม่เพียงพอ ทันตแพทย์อาจพิจารณาทำการ ปลูกกระดูก (Bone Grafting) หรือเสริมกระดูกก่อนหรือพร้อมกับการฝังรากเทียม
  • ตำแหน่งทางกายวิภาค:
    • ขากรรไกรบน (บริเวณฟันหลัง): อาจมีข้อจำกัดเรื่องความสูงของกระดูกเนื่องจากอยู่ใกล้ โพรงอากาศในกระดูกแก้ม (Maxillary Sinus) อาจต้องมีการยกพื้นโพรงอากาศ (Sinus Lift) ร่วมกับการปลูกกระดูก
    • ขากรรไกรล่าง (บริเวณฟันหลัง): ต้องระมัดระวังและวางแผนอย่างดีเพื่อหลีกเลี่ยง เส้นประสาทสำคัญ (Inferior Alveolar Nerve) ที่วิ่งอยู่ในกระดูกขากรรไกร
    • ฟันหน้า: ต้องการความแม่นยำในการวางตำแหน่งสูง เพื่อให้ได้ความสวยงามและเหงือกที่ดูเป็นธรรมชาติ


การวางแผนที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญ

ที่ Soft&Smile Clinic ก่อนการฝังรากฟันเทียมทุกเคส ทันตแพทย์จะทำการตรวจประเมินอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงการถ่ายภาพรังสี CT Scan 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์สภาพกระดูกขากรรไกร ความหนาแน่น ตำแหน่งของอวัยวะสำคัญใกล้เคียง และวางแผนการฝังรากฟันเทียมในตำแหน่งที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละราย

สรุป: รากฟันเทียมสามารถฝังได้ในแทบทุกตำแหน่งที่เคยมีฟันธรรมชาติอยู่ หากมีสภาพกระดูกที่เหมาะสมและได้รับการวางแผนอย่างถูกต้องโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตำแหน่งที่ต้องการทำรากฟันเทียม หรือต้องการประเมินความเป็นไปได้ในการรักษา สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางที่ Soft&Smile Clinic ได้เลยครับ/ค่ะ เรายินดีให้คำแนะนำอย่างละเอียดครับ/ค่ะ

รากฟันเทียมมีกี่แบรนด์? Soft&Smile Clinic เลือกแบรนด์ไหนให้คุณ?

      เข้าใจดีว่าการตัดสินใจทำรากฟันเทียมเป็นเรื่องใหญ่ และหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คนไข้หลายท่านสงสัยก็คือ “รากฟันเทียมมีกี่แบรนด์?” และ “ควรเลือกแบรนด์ไหนดี?”
      ความจริงแล้ว ในวงการทันตกรรมมีแบรนด์รากฟันเทียมอยู่มากมายหลายสิบแบรนด์ทั่วโลกครับ แต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่น เทคโนโลยี และงานวิจัยรองรับที่แตกต่างกันไป การที่คลินิกทันตกรรมจะเลือกใช้แบรนด์ใดนั้น มักจะพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น คุณภาพของวัสดุ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ผลการวิจัยรองรับ ประสบการณ์และความมั่นใจของทันตแพทย์ รวมถึงผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวสำหรับคนไข้

      ที่ **Soft&Smile Clinic** เราให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพการรักษาและความปลอดภัยของคนไข้ เราจึงคัดสรรเฉพาะแบรนด์รากฟันเทียมที่ได้มาตรฐานระดับสากล มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ และทันตแพทย์ของเรามีความมั่นใจ เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ โดยปัจจุบันเรามีรากฟันเทียมหลัก 2 แบรนด์ให้เลือก ดังนี้ครับ/ค่ะ

1. Neo Biotech : คุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้
  • ราคา: 29,000 บาท / ซี่
  • จุดเด่น:
    • เป็นแบรนด์รากฟันเทียมชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
    • ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมเกรดการแพทย์ (Medical Grade Titanium) ที่มีความเข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์
    • มีเทคโนโลยีการเคลือบพื้นผิวรากเทียมที่ช่วยส่งเสริมการยึดเกาะกับกระดูก (Osseointegration) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • มีประวัติการใช้งานที่ดีและน่าเชื่อถือ
    • เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการรากฟันเทียมคุณภาพดี ในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงง่าย

2. Straumann : ผู้นำระดับโลก มั่นใจในคุณภาพและงานวิจัย
  • ราคา: 55,000 บาท / ซี่
  • จุดเด่น:
    • แบรนด์รากฟันเทียมอันดับต้นๆ ของโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 60 ปี
    • เป็นที่ยอมรับในวงการทันตกรรมทั่วโลกว่าเป็นรากฟันเทียมระดับพรีเมียม
    • มีงานวิจัยทางคลินิกและวิทยาศาสตร์รองรับมากมาย ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จในระยะยาว
    • ใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรม เช่น Roxolid® (โลหะผสมไทเทเนียม-เซอร์โคเนียม) ที่แข็งแรงกว่าไทเทเนียมทั่วไป และ SLActive® เทคโนโลยีพื้นผิวที่ช่วยเร่งกระบวนการยึดติดของกระดูกให้เร็วขึ้นและแข็งแรงขึ้น
    • เหมาะสำหรับเคสที่มีความซับซ้อน หรือผู้ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในคุณภาพและผลลัพธ์ระยะยาว

เลือกแบรนด์ไหนดี? ที่ Soft&Smile Clinic มีคำตอบ

การเลือกว่าจะใช้รากฟันเทียมแบรนด์ Neo Biotech หรือ Straumann นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาพกระดูกขากรรไกร ตำแหน่งฟันที่ต้องการทดแทน งบประมาณ และความต้องการส่วนบุคคลของคนไข้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ Soft&Smile Clinic ทันตแพทย์ของเราจะทำการตรวจประเมินสภาพช่องปากและกระดูกขากรรไกรของคุณอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น CT Scan 3 มิติ จากนั้นจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับแบรนด์รากฟันเทียมที่เหมาะสมกับคุณที่สุด พร้อมทั้งอธิบายข้อดีข้อเสียและแผนการรักษาอย่างชัดเจน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ไม่ว่าคุณจะเลือกแบรนด์ใด ที่ Soft&Smile Clinic เรามั่นใจในคุณภาพของทั้ง Neo Biotech และ Straumann รวมถึงความเชี่ยวชาญของทีมทันตแพทย์ ที่จะมอบผลการรักษาที่ดีที่สุด คืนรอยยิ้มและความมั่นใจให้กับคุณ

รากฟันเทียม ราคา

      ที่ Soft&Smile Dental Clinic เราเข้าใจดีว่าการตัดสินใจลงทุนกับสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรักษารากฟันเทียมที่ช่วยให้คุณกลับมามีรอยยิ้มที่สมบูรณ์และใช้งานฟันได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง เพื่อให้คุณวางแผนได้อย่างมั่นใจ เราขออธิบายถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคารากฟันเทียม ซึ่งโดยทั่วไปในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 25,000–75,000 บาทต่อซี่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดเฉพาะของแต่ละเคส ดังนี้:

ปัจจัยกำหนดราคารากฟันเทียมที่คุณควรรู้
  1. วัสดุและคุณภาพของรากฟันเทียม

    รากฟันเทียมส่วนใหญ่ผลิตจากไทเทเนียม (Titanium) ซึ่งเป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่ามีความแข็งแรง ทนทาน และเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อในช่องปากเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการความสวยงามเป็นพิเศษ หรือมีข้อจำกัดด้านวัสดุอื่นๆ เรายังมีทางเลือกวัสดุพรีเมียม เช่น เซรามิกหรือเซอร์โคเนีย (Zirconia) ซึ่งอาจมีราคาสูงขึ้นตามคุณภาพและความสวยงามที่เหนือกว่า

  2. ยี่ห้อและมาตรฐานของรากฟันเทียม

    คุณภาพและประสิทธิภาพของรากฟันเทียมมักมาพร้อมกับมาตรฐานจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก Soft&Smile Dental Clinic เลือกใช้รากฟันเทียมจากยี่ห้อที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น ยี่ห้อจากยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งมีงานวิจัยรองรับ ประวัติการใช้งานยาวนาน และมีชื่อเสียงด้านคุณภาพและความสำเร็จในการรักษา คุณจึงมั่นใจได้ในความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่ยาวนาน

  3. ความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์และมาตรฐานของคลินิก

    การรักษารากฟันเทียมเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์สูง ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านรากฟันเทียมของ Soft&Smile Dental Clinic ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีและมีประสบการณ์มากมายในการรักษาหลากหลายเคส การเลือกรับการรักษากับทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคลินิกที่ได้มาตรฐาน พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย ย่อมหมายถึงความปลอดภัย ผลลัพธ์ที่แม่นยำ และความพึงพอใจสูงสุด

  4. สภาพช่องปากและการรักษาเพิ่มเติม (ถ้ามี)

    ก่อนการฝังรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะประเมินสุขภาพช่องปากของคุณอย่างละเอียด ในบางกรณี หากผู้ป่วยมีกระดูกไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาอื่นๆ อาจจำเป็นต้องมีการปลูกกระดูก (Bone Grafting) หรือยกไซนัส (Sinus Lift) ซึ่งเป็นขั้นตอนเสริมที่ช่วยให้รากฟันเทียมยึดเกาะได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขั้นตอนเหล่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 10,000–20,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละเคส

  5. จำนวนซี่ที่ทำและแพ็กเกจการรักษา

    ที่ Soft&Smile Dental Clinic เรามีบริการปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หากคุณต้องการทำรากฟันเทียมหลายซี่ หรือเลือกแพ็กเกจการรักษาที่ครอบคลุม อาจมีส่วนลดพิเศษหรือข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อให้การรักษามีราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจทำรากฟันเทียมคือการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคุณ Soft&Smile Dental Clinic ยินดีให้คำปรึกษาอย่างละเอียด เพื่อให้คุณเข้าใจทุกขั้นตอนและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของคุณมากที่สุด มาร่วมสร้างรอยยิ้มที่สวยงามและมั่นใจไปกับเราวันนี้

ข้อดีของรากฟันเทียม: คืนรอยยิ้มสมบูรณ์ เพิ่มคุณภาพชีวิต

การทำรากฟันเทียมเป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเพื่อทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะฟันผุ โรคเหงือก หรืออุบัติเหตุ โดยมีข้อดีหลายประการที่เหนือกว่าการรักษาแบบอื่น ๆ ดังนี้

  1. ทดแทนฟันธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์และสวยงาม รากฟันเทียมผลิตจากไทเทเนียมที่สามารถเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี และมีการออกแบบให้มีรูปร่าง ขนาด และสีที่กลมกลืนกับฟันธรรมชาติ
  2. ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวใกล้เคียงฟันจริง เนื่องจากรากฟันเทียมจะถูกฝังลงบนกระดูกขากรรไกร ทำให้มีความแข็งแรงและมั่นคง สามารถบดเคี้ยวอาหารได้เหมือนฟันธรรมชาติ ช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าฟันจะหลุดหรือขยับ
  3. คงทนถาวรและมีอายุการใช้งานยาวนาน รากฟันเทียมถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต หากได้รับการดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากที่ดีและเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ ต่างจากฟันปลอมชนิดอื่นที่อาจต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่เป็นระยะ
  4. ป้องกันการละลายของกระดูกรองรับฟัน เมื่อสูญเสียฟันไป กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นจะค่อยๆ ละลายลง การฝังรากฟันเทียมจะช่วยกระตุ้นและรักษาปริมาณกระดูกไว้ ทำให้โครงสร้างใบหน้ายังคงรูปเดิม และลดปัญหาการยุบตัวของสันเหงือกที่อาจเกิดขึ้นจากการใส่ฟันปลอม
  5. ไม่ต้องกรอฟันธรรมชาติซี่ข้างเคียง ในการทำสะพานฟันเพื่อทดแทนฟันที่หายไป จำเป็นต้องกรอฟันธรรมชาติซี่ข้างเคียงเพื่อใช้เป็นหลักยึด ซึ่งอาจทำให้ฟันซี่นั้นเสียหายได้ แต่การทำรากฟันเทียมไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับฟันข้างเคียง ทำให้ฟันธรรมชาติยังคงความสมบูรณ์
  6. เพิ่มความมั่นใจในการพูดคุยและเข้าสังคม ปัญหาฟันหลอหรือฟันปลอมหลวมอาจทำให้บางคนรู้สึกไม่มั่นใจในการพูดคุย หัวเราะ หรือรับประทานอาหารในที่สาธารณะ แต่รากฟันเทียมที่ยึดแน่นจะช่วยให้คุณมีรอยยิ้มที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ ทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้น
  7. สามารถใช้เป็นหลักยึดสำหรับฟันปลอมชนิดอื่น ในบางกรณี รากฟันเทียมสามารถใช้เป็นหลักยึดให้กับสะพานฟัน หรือฟันปลอมทั้งปากชนิดถอดได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและสะดวกในการใช้งาน ลดปัญหาฟันปลอมหลวมหรือหลุด

ข้อจำกัดของรากฟันเทียม: เรื่องสำคัญที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ

รากฟันเทียมถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวงการทันตกรรมและคืนรอยยิ้มที่มั่นใจให้กับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก ด้วยความสามารถในการทดแทนฟันธรรมชาติได้อย่างใกล้เคียงที่สุดทั้งในด้านความสวยงามและการใช้งาน อย่างไรก็ตาม การทำรากฟันเทียมก็เหมือนกับการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ ที่มีข้อจำกัดและเงื่อนไขบางประการที่ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ
ที่ Soft & Smile Dental Clinic เราเชื่อมั่นในการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใส เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างดีที่สุด บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อจำกัดต่างๆ ของรากฟันเทียมมาเพื่อให้คุณได้พิจารณาอย่างรอบด้าน

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำรากฟันเทียมได้ทันที

แม้ว่ารากฟันเทียมจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็มีเงื่อนไขด้านสุขภาพและโครงสร้างกระดูกบางประการที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ:

  • ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี: เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การฝังรากฟันเทียมอาจส่งผลกระทบต่อการเรียงตัวของฟันในอนาคตได้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดที่ยังควบคุมไม่ได้: กลุ่มโรคที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้, โรคหัวใจ, หรือผู้ที่รับยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกันและยารักษาภาวะกระดูกพรุนบางกลุ่ม เนื่องจากสภาวะเหล่านี้อาจส่งผลต่อกระบวนการหายของแผลและความสามารถในการยึดติดของรากฟันเทียมกับกระดูก
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด: สารในบุหรี่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้แผลผ่าตัดหายช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะไม่ยึดติดกับกระดูก
  • สตรีมีครรภ์: โดยทั่วไปแล้ว ทันตแพทย์จะแนะนำให้รอทำการรักษาหลังการคลอดบุตร เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  • ผู้ที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณใบหน้าและขากรรไกร: ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องได้รับการฉายแสงบริเวณดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดจากทันตแพทย์เฉพาะทางก่อน
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างและกระบวนการรักษา

นอกเหนือจากปัจจัยด้านสุขภาพของผู้ป่วย ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาโดยตรง:

  • ปริมาณกระดูกขากรรไกรไม่เพียงพอ นี่คือหนึ่งในข้อจำกัดที่พบบ่อยที่สุด[1] เมื่อสูญเสียฟันไปเป็นเวลานาน กระดูกบริเวณนั้นจะค่อยๆ ละลายตัวลง ทำให้ไม่มีปริมาณกระดูกเพียงพอสำหรับฝังรากฟันเทียม ในกรณีนี้ ทันตแพทย์อาจต้องทำการปลูกกระดูกเสริมก่อน ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทดแทนฟันแบบอื่น เมื่อเทียบกับฟันปลอมแบบถอดได้หรือสะพานฟัน การทำรากฟันเทียมมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูงกว่า เนื่องจากต้องใช้วัสดุพิเศษที่มีคุณภาพสูงและอาศัยทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  • ระยะเวลาในการรักษานาน กระบวนการทำรากฟันเทียมต้องอาศัยเวลาเพื่อให้รากเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งโดยทั่วไปอาจใช้เวลาหลายเดือน และในกรณีที่ต้องมีการปลูกกระดูก อาจใช้เวลานานถึง 1 ปี
การตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดเริ่มต้นจากการปรึกษา

      แม้จะมีข้อจำกัดดังที่กล่าวมา แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถทำรากฟันเทียมได้เสมอไป เทคโนโลยีทางทันตกรรมในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก และทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถวางแผนการรักษาเพื่อรับมือกับข้อจำกัดต่างๆ ได้

      ที่ Soft & Smile Dental Clinic ทีมทันตแพทย์ของเราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด ประเมินสภาวะช่องปากและสุขภาพโดยรวมของคุณอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้คำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และดีที่สุดสำหรับคุณโดยเฉพาะ เพราะรอยยิ้มที่มั่นใจและสุขภาพช่องปากที่ดีของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรา

ทำรากฟันเทียม เจ็บไหม? ไขทุกข้อสงสัยเรื่องความเจ็บจากทันตแพทย์

      หนึ่งในคำถามแรกๆ ที่คนไข้มักจะถามทันตแพทย์ด้วยความกังวลเมื่อสนใจการทำรากฟันเทียมก็คือ “คุณหมอ ทำรากฟันเทียมเจ็บไหม?” ความกลัวเรื่องความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และที่ Soft & Smile Dental Clinic เราให้ความสำคัญกับความสบายใจของคนไข้เป็นอันดับหนึ่ง

      ความจริงก็คือ ด้วยเทคโนโลยีทางทันตกรรมที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ประกอบกับเทคนิคที่นุ่มนวลของคุณหมอ ความเจ็บปวดจากการทำรากฟันเทียมนั้นน้อยกว่าที่หลายคนจินตนาการไว้มาก บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจถึงความรู้สึกในแต่ละขั้นตอน เพื่อคลายความกังวลและเตรียมความพร้อมได้อย่างเต็มที่

เจาะลึกความรู้สึกในแต่ละขั้นตอนของการทำรากฟันเทียม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราจะแบ่งความรู้สึกออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ ดังนี้

1. ระหว่างผ่าตัดฝังรากฟันเทียม: ไม่เจ็บอย่างที่คิด

นี่คือขั้นตอนที่คนไข้กังวลที่สุด แต่กลับเป็นขั้นตอนที่ “ไม่เจ็บเลย”

  • เพราะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่: ก่อนเริ่มการรักษา ทันตแพทย์จะฉีดยาชาคุณภาพสูงบริเวณที่จะทำการฝังรากฟันเทียม ซึ่งจะทำให้คุณไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ระหว่างการผ่าตัด อาจจะรู้สึกได้ถึงแรงกดหรือการสั่นสะเทือนของเครื่องมือบ้าง แต่จะไม่มีความรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกโดยรวมจะคล้ายกับการทำฟันปกติ เช่น การอุดฟันหรือถอนฟันที่คนไข้คุ้นเคย
2. หลังผ่าตัด 1-3 วันแรก: ความรู้สึกหลังยาชาหมดฤทธิ์

เมื่อยาชาหมดฤทธิ์ คนไข้อาจเริ่มรู้สึกระบมหรือปวดบริเวณแผลผ่าตัดได้บ้าง ซึ่งเป็นอาการปกติของการฟื้นตัวของร่างกาย

  • อาการที่อาจพบได้: อาจมีอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง และอาจมีอาการบวมบริเวณแก้มหรือเหงือกได้ใน 1-3 วันแรก
  • การจัดการความปวด: ทันตแพทย์จะสั่งยาแก้ปวดให้คุณทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้เป็นอย่างดี การประคบเย็นบริเวณแก้มข้างที่ทำในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก จะช่วยลดอาการบวมและอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ช่วงพักฟื้นและรอรากเทียมยึดติด: แทบไม่มีความเจ็บปวด

หลังจากผ่านช่วง 2-3 วันแรกไปแล้ว อาการปวดและบวมจะค่อยๆ ลดลงจนหายเป็นปกติ ในช่วงนี้คือกระบวนการที่รากฟันเทียมกำลังยึดติดเข้ากับกระดูกขากรรไกร (Osseointegration) ซึ่งเป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ ไม่มีความเจ็บปวด คุณสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์

ทำไมทำรากฟันเทียมที่ Soft & Smile Dental Clinic จึงเจ็บน้อยกว่า?

เราเข้าใจความกังวลของคุณดี เราจึงใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อมอบประสบการณ์การทำรากฟันเทียมที่สบายและเจ็บน้อยที่สุดให้กับคุณ

  • ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคนิคที่นุ่มนวล: ทีมทันตแพทย์ของเรามีความชำนาญและประสบการณ์สูงในการทำรากฟันเทียม เราใช้เทคนิคการผ่าตัดที่ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ทำให้แผลเล็ก หายเร็ว และเจ็บน้อย
  • เทคโนโลยี CT Scan 3 มิติเพื่อการวางแผนที่แม่นยำ: เราใช้ภาพถ่ายรังสี 3 มิติ (CT Scan) ในการวางแผนการรักษา ทำให้สามารถระบุตำแหน่งและขนาดของรากฟันเทียมได้อย่างแม่นยำ 100% ก่อนการผ่าตัดจริง ช่วยลดระยะเวลาการผ่าตัดและลดความบอบช้ำของเนื้อเยื่อได้อย่างมาก
  • การให้คำแนะนำดูแลตัวเองอย่างละเอียด: เรามีทีมงานที่พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณมั่นใจว่าแผลจะหายดีและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้เจ็บปวดได้
สรุป: ความสบายใจของคุณคือสิ่งที่เราใส่ใจ

     อย่าให้ความกลัวเรื่องความเจ็บ มาปิดกั้นโอกาสที่คุณจะได้รอยยิ้มที่สวยงาม แข็งแรง และมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง ที่ Soft & Smile Dental Clinic เราพร้อมที่จะดูแลคุณด้วยความใส่ใจและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การทำรากฟันเทียมของคุณเป็นประสบการณ์ที่ดีและเจ็บน้อยที่สุด

พร้อมรับรอยยิ้มใหม่ที่เจ็บน้อยกว่าที่คิดแล้วหรือยัง? นัดหมายเพื่อเข้ามาปรึกษาและวางแผนการรักษากับทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ Soft&Smile ได้เลยครับ

รากฟันเทียมมีกี่แบบ? Soft & Smile Dental Clinic แนะนำวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ

      การสูญเสียฟันไม่ได้แปลว่าคุณต้องสูญเสียความมั่นใจไปด้วย เทคโนโลยี “รากฟันเทียม” ในปัจจุบันสามารถคืนฟันซี่ใหม่ที่แข็งแรง สวยงาม และใช้งานได้เหมือนฟันธรรมชาติมากที่สุด แต่เมื่อศึกษาข้อมูล หลายท่านอาจสงสัยว่า การฝังรากฟันเทียมมีกี่แบบ? และแบบไหนที่จะเหมาะสมกับเราที่สุด

      ที่ Soft&Smile Dental Clinic เราเข้าใจดีว่าการเลือกการรักษาที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญ วันนี้เราจะมาจำแนกประเภทของรากฟันเทียมให้คุณเข้าใจง่ายๆ เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด

โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งประเภทของรากฟันเทียมได้จาก “ระยะเวลาในการรักษา” และ “จำนวนฟันที่ต้องการทดแทน”

แบ่งตามระยะเวลาในการรักษา
1. รากฟันเทียมแบบมาตรฐาน (Conventional Implants)

นี่คือวิธีการดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมและมีอัตราความสำเร็จสูงที่สุด ประกอบด้วย 2-3 ขั้นตอนหลัก และต้องใช้ระยะเวลาในการรอให้รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์

  • ขั้นตอน: ทันตแพทย์จะทำการถอนฟัน (หากจำเป็น) และรอให้เหงือกและกระดูกหายดี (ประมาณ 2-3 เดือน) จากนั้นจึงทำการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม และรออีกประมาณ 2-4 เดือนเพื่อให้กระดูกยึดติดกับรากเทียมอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่จะทำการพิมพ์ปากและใส่ครอบฟันตัวจริง
  • เหมาะสำหรับ: ทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความแน่นอนและผลการรักษาที่มีอัตราความสำเร็จสูงที่สุด
2. รากฟันเทียมแบบทันที (Immediate Implants)

เป็นเทคนิคที่ช่วยลดระยะเวลาการรักษาลงอย่างมาก โดยการรวบขั้นตอนการถอนฟันและการฝังรากฟันเทียมไว้ในครั้งเดียวกัน

  • ขั้นตอน: หลังจากถอนฟันซี่ที่มีปัญหาออก ทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมลงไปในช่องว่างของกระดูกทันที ในบางกรณีอาจสามารถใส่ครอบฟันชั่วคราวให้ได้เลยในวันเดียวกัน
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีปริมาณกระดูกขากรรไกรสมบูรณ์เพียงพอ และไม่มีการติดเชื้อรุนแรงที่ปลายรากฟันซี่ที่จะถอน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับฟันหน้าซึ่งต้องการความสวยงามทันที
แบ่งตามจำนวนฟันที่ทดแทน
1. รากฟันเทียมสำหรับฟันซี่เดียว (Single Tooth Implant)

เป็นการทดแทนฟันที่สูญเสียไป 1 ซี่ โดยใช้รากฟันเทียม 1 ตัว และครอบฟัน 1 ซี่ เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะไม่ต้องกรอฟันซี่ข้างเคียงเหมือนการทำสะพานฟัน

2. รากฟันเทียมสำหรับฟันหลายซี่ (Implant-Supported Bridge)

ในกรณีที่คุณสูญเสียฟันไปหลายซี่ที่อยู่ติดกัน ไม่จำเป็นต้องฝังรากเทียมทุกตำแหน่งเสมอไป ทันตแพทย์สามารถใช้รากฟันเทียม 2 ตัวเป็นหลักยึดหัว-ท้าย แล้วทำสะพานฟันยึดติดบนรากเทียมนั้นๆ เพื่อทดแทนช่องว่างทั้งหมดได้ วิธีนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

3. รากฟันเทียมสำหรับทั้งขากรรไกร (Full Arch Dental Implants)

สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันไปทั้งหมด หรือต้องถอนฟันทั้งปาก การทำรากฟันเทียมเพื่อรองรับแผงฟันปลอมแบบติดแน่นคือทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งมีเทคนิคที่นิยมคือ:

  • All-on-4 / All-on-6: เป็นการใช้รากฟันเทียมเพียง 4 หรือ 6 ตัว ฝังในตำแหน่งที่เหมาะสมตามหลักวิศวกรรมเพื่อเป็นฐานรองรับแผงฟันปลอมทั้งขากรรไกร ทำให้คนไข้ได้ฟันชุดใหม่ที่ติดแน่น สวยงาม และใช้งานได้ดีในเวลาอันรวดเร็ว

ตารางเปรียบเทียบ: จะเลือกรากฟันเทียมแบบไหนดี?

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาสิ่งที่ต้องคำนึงประเภทรากฟันเทียมที่อาจเหมาะสม
สภาพกระดูกมีกระดูกหนาและสมบูรณ์สามารถทำได้ทุกแบบ รวมถึงแบบทันที
 กระดูกบาง หรือละลายตัวต้องทำแบบมาตรฐาน ร่วมกับการปลูกกระดูก
ตำแหน่งฟันฟันหน้า ต้องการความสวยงามรากฟันเทียมแบบทันที (หากเงื่อนไขเหมาะสม)
 ฟันกราม ใช้บดเคี้ยวหนักรากฟันเทียมแบบมาตรฐาน มีความแข็งแรงสูงสุด
ระยะเวลาต้องการฟันเร็ว ไม่กระทบการใช้ชีวิตรากฟันเทียมแบบทันที, All-on-4
 ไม่รีบร้อน เน้นผลลัพธ์ที่แน่นอนรากฟันเทียมแบบมาตรฐาน
งบประมาณทดแทนฟันหลายซี่อย่างคุ้มค่ารากฟันเทียมรองรับสะพานฟัน (Implant Bridge)
 ต้องการการลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุดทุกประเภทของรากฟันเทียมมีความคุ้มค่าในระยะยาว

ขั้นตอนการฝังรากฟันเทียม

การตัดสินใจทำรากฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป คือการลงทุนเพื่อรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตในระยะยาว หลายท่านอาจมีความสงสัยว่ากระบวนการทั้งหมดมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? ต้องมาพบทันตแพทย์กี่ครั้ง? และแต่ละครั้งต้องทำอะไร?

เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมดและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ Soft & Smile Dental Clinic ได้สรุป 4 ขั้นตอนหลักของการทำรากฟันเทียม ตั้งแต่เริ่มต้นจนคุณได้ฟันซี่ใหม่ที่สมบูรณ์ มาให้คุณได้ทำความเข้าใจแบบทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

ขั้นตอนที่ 1: การปรึกษาและวางแผนการรักษา (Consultation & Planning)

นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการวางรากฐานของการรักษาที่แม่นยำและปลอดภัย

  • ตรวจสุขภาพช่องปากและซักประวัติ: ทันตแพทย์จะตรวจสภาพเหงือก ฟันซี่ข้างเคียง และซักประวัติสุขภาพโดยรวมของคุณอย่างละเอียด เพื่อประเมินความพร้อมเบื้องต้น
  • เอกซเรย์ 2 มิติ และ CT Scan 3 มิติ: เราจะทำการถ่ายภาพรังสี เพื่อดูมวลกระดูกขากรรไกร ความหนาแน่น และตำแหน่งของอวัยวะสำคัญ เช่น เส้นประสาท หรือโพรงไซนัส การใช้ CT Scan 3 มิติ ที่ Soft&Smile Dental Clinic ทำให้เราสามารถจำลองการฝังรากฟันเทียมในคอมพิวเตอร์ก่อนได้ ช่วยให้การผ่าตัดจริงแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด
  • วางแผนการรักษาร่วมกัน: ทันตแพทย์จะอธิบายแผนการรักษาทั้งหมด, ประเภทของรากฟันเทียมที่เหมาะสม, ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย พร้อมตอบทุกข้อสงสัยเพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
ขั้นตอนที่ 2: การผ่าตัดฝังรากฟันเทียม (Implant Placement Surgery)

เมื่อแผนการรักษาพร้อม ขั้นตอนนี้คือการนำรากฟันเทียมไทเทเนียมฝังลงไปในกระดูกขากรรไกร

  • การฉีดยาชา: ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่บริเวณที่จะทำการผ่าตัด เพื่อให้คุณ ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ตลอดกระบวนการ
  • เปิดเหงือกและเตรียมพื้นที่กระดูก: ทันตแพทย์จะเปิดเหงือกเล็กน้อย และใช้เครื่องมือขนาดเล็กค่อยๆ เตรียมพื้นที่ในกระดูกขากรรไกรให้มีขนาดพอดีกับรากฟันเทียม
  • ฝังรากฟันเทียม: นำรากฟันเทียมไทเทเนียมใส่ลงไปในตำแหน่งที่วางแผนไว้ด้วยความนุ่มนวลและแม่นยำ
  • เย็บปิดแผล: เมื่อรากฟันเทียมเข้าที่แล้ว ทันตแพทย์จะเย็บปิดเหงือกอย่างเรียบร้อย โดยกระบวนการทั้งหมดนี้มักใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อซี่
ขั้นตอนที่ 3: ระยะพักฟื้นและกระบวนการยึดติดของกระดูก (Healing & Osseointegration)

หัวใจของความสำเร็จในการทำรากฟันเทียมอยู่ที่ขั้นตอนนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย

  • รอการยึดติด: คุณจะต้องใช้เวลารอประมาณ 2-4 เดือน เพื่อให้เซลล์กระดูกค่อยๆ เจริญเติบโตและยึดติดกับผิวของรากฟันเทียมไทเทเนียมอย่างสมบูรณ์ กระบวนการนี้เรียกว่า “Osseointegration” ซึ่งจะทำให้รากฟันเทียมกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและมีความมั่นคงแข็งแรง
  • การดูแลตัวเอง: ในช่วงนี้คุณสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาจมีฟันปลอมชั่วคราวให้ใช้งานเพื่อความสวยงาม
ขั้นตอนที่ 4: การพิมพ์ปากและใส่ครอบฟัน (Final Crown)

ขั้นตอนสุดท้ายที่คุณจะได้รับรอยยิ้มกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์

  • พิมพ์ปากหรือสแกนฟัน 3 มิติ: ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ปาก หรือใช้เครื่องสแกนดิจิทัล 3 มิติ เพื่อเก็บข้อมูลรูปร่างและขนาดของฟัน ส่งไปยังห้องแล็บเพื่อทำครอบฟันเซรามิกที่มีสี รูปร่าง และขนาดเหมือนฟันธรรมชาติของคุณที่สุด
  • ยึดติดครอบฟัน: เมื่อครอบฟันเสร็จ ทันตแพทย์จะนัดคุณกลับมาเพื่อทดลองใส่และปรับแต่งให้พอดีกับการสบฟัน จากนั้นจะยึดติดครอบฟันตัวจริงเข้ากับเดือยรองรับ (Abutment) อย่างถาวร เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

เตรียมตัวอย่างไรก่อนทำรากฟันเทียม

      การตัดสินใจทำรากฟันเทียมเพื่อคืนรอยยิ้มที่มั่นใจ คือการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสู่สุขภาพช่องปากที่ดีในระยะยาว และเพื่อให้การรักษาราบรื่น ฟื้นตัวไว และได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด “การเตรียมตัว” ของคนไข้เองก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้ความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์

      ที่ Soft & Smile Dental Clinic เราเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมที่ดีเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง เราจึงได้จัดทำ Checklist 8 ข้อสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้อย่างครบถ้วนและลดความกังวลก่อนถึงวันนัดหมาย

ช่วงก่อนการรักษา: การเตรียมข้อมูลและสุขภาพ
1. แจ้งข้อมูลสุขภาพและยาที่ทานประจำอย่างละเอียด

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคุณ โปรดเตรียมข้อมูลและแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น:

  • โรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, โรคกระดูกพรุน
  • ยาที่ทานเป็นประจำ: โดยเฉพาะ ยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Aspirin, Warfarin) และยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม Bisphosphonates ซึ่งอาจต้องมีการปรับหรือหยุดยาก่อนการผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์
  • ประวัติการแพ้ยา: โดยเฉพาะยาชาและยาปฏิชีวนะ
2. เคลียร์ช่องปากให้พร้อมที่สุด

รากฟันเทียมต้องการสภาพแวดล้อมในช่องปากที่สะอาดที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ทันตแพทย์จะแนะนำให้คุณ:

  • ขูดหินปูน: เพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียและลดการอักเสบของเหงือก
  • อุดฟันผุ: รักษาฟันผุซี่อื่นๆ ให้เรียบร้อย
  • รักษาสภาพเหงือก: หากมีโรคเหงือกอักเสบ ควรทำการรักษาให้หายดีก่อน
3. ดูแลความสะอาดช่องปากอย่างดีเยี่ยม

เริ่มต้นสร้างวินัยในการดูแลความสะอาดช่องปากให้เป็นนิสัยก่อนการผ่าตัด แปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ เพื่อให้เหงือกและเนื้อเยื่อในช่องปากแข็งแรง

4. งดสูบบุหรี่และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด ควร งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพราะสารในบุหรี่ส่งผลโดยตรงต่อการหายของแผลและเพิ่มความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะไม่ยึดติดกับกระดูก ควรลดการดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน

ในวันนัดหมายผ่าตัด: การเตรียมตัวขั้นสุดท้าย
5. รับประทานอาหารให้อิ่มก่อนถึงเวลานัด

เนื่องจากหลังการผ่าตัด คุณอาจจะยังทานอาหารได้ไม่สะดวก และยาชาก็จะทำให้รู้สึกชาไปอีกหลายชั่วโมง ควรทานอาหารมื้อหลักมาก่อน แต่ให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ

6. พักผ่อนให้เพียงพอ

ในคืนก่อนวันผ่าตัด ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมสำหรับการฟื้นตัวหลังการรักษา

7. วางแผนการเดินทางและหาคนดูแล

แม้การฝังรากฟันเทียมจะเป็นการผ่าตัดเล็ก แต่ฤทธิ์ของยาชาหรือหากคุณรู้สึกกังวล อาจทำให้การขับรถกลับเองไม่สะดวกนัก ควรมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาด้วยเพื่อช่วยดูแลและขับรถกลับบ้าน

การดูแลหลังการทำรากฟันเทียม

      การผ่าตัดฝังรากฟันเทียมของคุณสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว ขอแสดงความยินดีกับก้าวแรกสู่รอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบอีกครั้ง แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้รากฟันเทียมอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต คือ “การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี” ในช่วงพักฟื้น

      ที่ Soft&Smile Dental Clinic เราไม่ได้ใส่ใจคุณแค่ในห้องผ่าตัด แต่เรายังห่วงใยคุณในทุกขั้นตอนจนกว่าการรักษาจะเสร็จสมบูรณ์ คู่มือนี้คือคำแนะนำอย่างละเอียดจากทีมทันตแพทย์ ที่จะช่วยให้แผลของคุณหายเร็ว ลดอาการบวม และเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้เต็มร้อย

ช่วง 24 ชั่วโมงแรก: นาทีทองของการฟื้นตัว

ระยะนี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง

  • การห้ามเลือด: กัดผ้าก๊อซที่คลินิกใส่ให้แน่นๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง หากยังมีเลือดซึม ให้เปลี่ยนผ้าก๊อซชิ้นใหม่และกัดต่ออีก 30-60 นาที ห้ามบ้วนน้ำลายหรือเลือดทิ้งแรงๆ เพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลช้า
  • การลดบวม: ใช้แผ่นประคบเย็น หรือน้ำแข็งห่อผ้า วางประคบบริเวณแก้มข้างที่ผ่าตัด ประคบ 15 นาที พัก 15 นาที สลับกันไปเรื่อยๆ จะช่วยลดอาการบวมและปวดได้ดีที่สุด
  • การรับประทานยา: ทานยาแก้ปวดตามที่ทันตแพทย์สั่ง ก่อนที่ยาชาจะหมดฤทธิ์ จะช่วยป้องกันอาการปวดได้ดีกว่า และต้องทานยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้ครบตามกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • การพักผ่อน: นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และใช้หมอนสูงหนุนศีรษะ เพื่อลดอาการบวม งดกิจกรรมที่ต้องออกแรงหนัก หรือการก้มศีรษะต่ำๆ
การดูแลในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

เมื่อผ่าน 24 ชั่วโมงแรกไปแล้ว การดูแลจะเน้นไปที่ความสะอาดและส่งเสริมการหายของแผล

  • การรับประทานอาหาร:
    • เน้นอาหารอ่อนนุ่ม เย็น และรสไม่จัด เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม, ซุป, โยเกิร์ต, ไอศกรีม
    • หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัด เผ็ดจัด หรือแข็งกรอบ ที่อาจระคายเคืองแผล
    • ใช้ฟันข้างที่ไม่ได้ผ่าตัดเคี้ยวอาหาร
  • การทำความสะอาดช่องปาก:
    • หลัง 24 ชั่วโมงแรก เริ่มบ้วนปากเบาๆ ด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (เกลือ 1 ช้อนชา + น้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
    • การแปรงฟัน: สามารถแปรงฟันซี่อื่นๆ ได้ตามปกติด้วยความนุ่มนวล โดย “หลีกเลี่ยง” การแปรงโดนบริเวณแผลผ่าตัดโดยตรง อาจใช้แปรงสีฟันสำหรับเด็กที่มีขนนุ่มพิเศษค่อยๆ ทำความสะอาดบริเวณใกล้เคียง
  • งดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: นี่คือข้อห้ามที่สำคัญที่สุด! เพราะจะขัดขวางกระบวนการหายของแผลอย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุหลักของรากฟันเทียมล้มเหลว
ข้อห้าม! สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด

เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้แผลหายดี โปรดหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้:

  • ห้ามใช้หลอดดูดน้ำ: แรงดูดจะรบกวนลิ่มเลือดที่ปิดปากแผล
  • ห้ามบ้วนปากแรงๆ หรือถ่มน้ำลาย: ในช่วง 1-2 วันแรก
  • ห้ามใช้นิ้วหรือลิ้นเขี่ยบริเวณแผลผ่าตัด
  • ห้ามออกกำลังกายอย่างหนัก: ในช่วง 3-5 วันแรก เพราะจะทำให้เลือดสูบฉีดและอาจมีเลือดออกซ้ำได้
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรรีบติดต่อคลินิก?

โดยปกติอาการปวดและบวมจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังวันที่ 3 แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบติดต่อ Soft & Smile Dental Clinic ทันที

  • มีอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ทานยาแก้ปวดแล้ว
  • มีเลือดไหลไม่หยุด แม้จะกัดผ้าก๊อซนานแล้ว
  • มีอาการบวมมากผิดปกติ หรือบวมเพิ่มขึ้นหลังผ่านไป 3 วัน
  • มีไข้สูง หรือมีหนองไหลออกจากแผล
  • รู้สึกชาบริเวณริมฝีปากหรือคางไม่หายไปหลังยาชาหมดฤทธิ์นานแล้ว

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีคือการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อให้รากฟันเทียมของคุณแข็งแรงและใช้งานได้ยาวนาน ทีมงาน Soft & Smile Dental Clinic พร้อมอยู่เคียงข้างและให้คำปรึกษาคุณในทุกขั้นตอน หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลใจใดๆ อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา

รากฟันเทียม สะพานฟัน ฟันปลอม ต่างกันอย่างไร

เมื่อคุณสูญเสียฟันไป ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ ฟันผุ หรือโรคเหงือก การใส่ฟันทดแทนคือสิ่งจำเป็นที่ไม่เพียงแต่ช่วยคืนความสวยงามและรอยยิ้มที่มั่นใจ แต่ยังสำคัญต่อการบดเคี้ยวและป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ ที่จะตามมาอีกด้วย

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการทดแทนฟันมี 3 ทางเลือกหลักที่ได้รับความนิยม คือ รากฟันเทียม, สะพานฟัน, และฟันปลอม แต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แล้วแบบไหนล่ะ ที่จะเหมาะสมกับคุณที่สุด?

เราได้สรุปและเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้


1. รากฟันเทียม (Dental Implant)
  • คือการฝังวัสดุไทเทเนียมที่มีลักษณะคล้ายรากฟันลงไปในกระดูกขากรรไกร เพื่อทำหน้าที่เป็น “ราก” ให้กับฟันซี่ใหม่ จากนั้นจึงยึดครอบฟันเซรามิกที่สวยงามเหมือนฟันจริงไว้ด้านบน เป็นการเลียนแบบโครงสร้างฟันธรรมชาติได้ใกล้เคียงที่สุด
  • ข้อดี
    • แข็งแรงและใช้งานเหมือนฟันจริงที่สุด: ให้แรงบดเคี้ยวที่ดีเยี่ยม ไม่ต้องกังวลเรื่องการหลุดเลื่อน
    • สวยงามเป็นธรรมชาติ: แยกไม่ออกระหว่างฟันจริงกับรากฟันเทียม
    • ไม่ทำร้ายฟันข้างเคียง: ไม่ต้องกรอฟันซี่ที่ดีๆ เพื่อใช้เป็นหลักยึด
    • รักษากระดูกขากรรไกร: รากเทียมจะกระตุ้นกระดูกไม่ให้ละลายตัว เหมือนรากฟันธรรมชาติ
    • อายุการใช้งานยาวนานที่สุด: ดูแลดีๆ สามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต
  • ข้อจำกัด
    • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่าวิธีอื่น
    • ใช้ระยะเวลาในการรักษานานกว่า (ต้องรอรากเทียมยึดกับกระดูก)
    • ต้องมีปริมาณกระดูกเพียงพอ (หากไม่พอต้องมีการปลูกกระดูกเสริม)
  • เหมาะกับใคร? ผู้ที่ต้องการการทดแทนฟันที่ดีที่สุดในระยะยาว และไม่ต้องการรบกวนฟันซี่ข้างเคียง

2. สะพานฟัน (Dental Bridge)

      คือการทำฟันปลอมแบบติดแน่น โดยอาศัยฟันธรรมชาติ 2 ซี่ที่อยู่ข้างช่องว่างเป็น “หลัก” ในการยึดสะพานฟัน ทันตแพทย์จำเป็นต้องกรอฟันซี่ที่เป็นหลักให้เล็กลงเพื่อสวมครอบฟันที่เชื่อมติดกันเป็นสะพาน

  • ข้อดี
    • ติดแน่น ไม่ต้องถอดเข้า-ออก: ให้ความรู้สึกมั่นคงกว่าฟันปลอมถอดได้
    • ใช้ระยะเวลารักษารวดเร็ว: โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถใส่สะพานฟันตัวจริงได้
    • ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารากฟันเทียม
  • ข้อจำกัด
    • ต้องเสียเนื้อฟันที่ดี: ต้องกรอฟันซี่ข้างเคียงที่แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อใช้เป็นหลักยึด
    • ทำความสะอาดยาก: เศษอาหารมักเข้าไปติดใต้ซี่กลางของสะพานฟัน หากดูแลไม่ดีอาจทำให้ฟันหลักผุหรือเหงือกอักเสบได้
    • กระดูกใต้สะพานฟันยังคงละลายตัว: เพราะไม่มีรากฟันไปกระตุ้น
    • อายุการใช้งานเฉลี่ย 5-15 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล
  • เหมาะกับใคร? ผู้ที่ต้องการฟันปลอมติดแน่นในเวลารวดเร็ว และมีฟันซี่ข้างเคียงที่แข็งแรงพอจะเป็นหลักยึดได้

3. ฟันปลอมถอดได้ (Denture): ทางเลือกที่ประหยัดที่สุด

      คือแผงฟันปลอมที่ทำขึ้นเพื่อทดแทนฟันหลายซี่หรือทั้งปาก สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ มีทั้งแบบฐานพลาสติกและฐานโลหะ โดยอาศัยการยึดเกาะกับเหงือกหรือมีตะขอเกี่ยวที่ฟันซี่ข้างเคียง

  • ข้อดี
    • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นถูกที่สุด
    • ไม่ต้องผ่าตัดหรือกรอฟัน (ยกเว้นกรณีต้องเตรียมช่องปาก)
    • สามารถทดแทนฟันที่หายไปจำนวนมากๆ ได้ในครั้งเดียว
  • ข้อจำกัด
    • ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวต่ำที่สุด: อาจเคี้ยวอาหารแข็งหรือเหนียวได้ไม่ดี
    • อาจหลวมหรือไม่พอดี: เมื่อใช้งานไปนานๆ กระดูกจะละลายตัว ทำให้ฟันปลอมหลวม ต้องคอยปรับแก้
    • อาจทำให้รำคาญ: ในช่วงแรกอาจรู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมในปาก และอาจมีผลต่อการพูด
    • ต้องถอดล้างทำความสะอาด: อาจไม่สะดวกสำหรับบางคน
  • เหมาะกับใคร? ผู้ที่สูญเสียฟันไปหลายซี่หรือทั้งปาก, มีงบประมาณจำกัด หรือผู้สูงอายุที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัด

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการทำรากฟันเทียม

      การรตัดสินใจทำรากฟันเทียมเป็นการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อสุขภาพและรอยยิ้มของคุณ เป็นเรื่องปกติที่คุณจะมีคำถามและข้อสงสัยมากมายก่อนการรักษา ที่ Soft & Smile Dental Clinic เราเชื่อว่าการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงได้รวบรวมคำถามที่คนไข้ส่วนใหญ่สงสัย มาตอบให้คุณได้เข้าใจอย่างชัดเจนที่นี่

ระยะเวลาโดยรวมจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ช่วงหลักๆ คือ:

  1. ช่วงผ่าตัดและพักฟื้น: หลังการผ่าตัดฝังรากเทียม ต้องใช้เวลารอประมาณ 2-4 เดือน เพื่อให้รากเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์

  2. ช่วงทำครอบฟัน: หลังจากรากเทียมยึดติดดีแล้ว ขั้นตอนการพิมพ์ปากและใส่ครอบฟันจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-4 สัปดาห์

    รวมแล้วกระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ในกรณีที่ต้องมีการปลูกกระดูกอาจใช้เวลานานกว่านั้น

สูงมากครับ/ค่ะ โดยทั่วไปรากฟันเทียมมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 95-98% หากทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการวางแผนที่ดีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย (เช่น CT Scan 3 มิติ) และคนไข้ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

กลุ่มคำถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและอายุการใช้งาน

3. รากฟันเทียมราคาเท่าไหร่? ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน?

ตอบ: ค่าใช้จ่ายในการทำรากฟันเทียมจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

  • ยี่ห้อและคุณภาพของรากฟันเทียมที่เลือกใช้

  • ความจำเป็นในการรักษาอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การปลูกกระดูก, การยกไซนัส

  • ประเภทของครอบฟันที่ใช้ (เช่น เซรามิกล้วน, เซรามิกผสมโลหะ)

  • ความซับซ้อนของแต่ละเคส

    เพื่อราคาที่แน่นอน ทันตแพทย์จำเป็นต้องตรวจประเมินและวางแผนการรักษาก่อน

ค่าใช้จ่ายในการทำรากฟันเทียมจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

  • ยี่ห้อและคุณภาพของรากฟันเทียมที่เลือกใช้

  • ความจำเป็นในการรักษาอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การปลูกกระดูก, การยกไซนัส

  • ประเภทของครอบฟันที่ใช้ (เช่น เซรามิกล้วน, เซรามิกผสมโลหะ)

  • ความซับซ้อนของแต่ละเคส

    เพื่อราคาที่แน่นอน ทันตแพทย์จำเป็นต้องตรวจประเมินและวางแผนการรักษาก่อน

รากฟันเทียมเป็นการทดแทนฟันที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด หากได้รับการดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของทันตแพทย์ และเข้าพบเพื่อตรวจเช็คสภาพทุก 6 เดือน ตัวรากฟันเทียมไทเทเนียมสามารถอยู่กับคุณได้ตลอดชีวิต ส่วนครอบฟันด้านบนอาจมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10-15 ปีขึ้นไป ก่อนที่จะต้องมีการเปลี่ยนใหม่

ได้ครับ/ค่ะ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีปริมาณกระดูกไม่เพียงพอ ทันตแพทย์สามารถทำการ "ปลูกกระดูกเสริม (Bone Grafting)" เพื่อเพิ่มปริมาณกระดูกในบริเวณที่จะฝังรากฟันเทียมได้ ซึ่งเป็นหัตถการที่ทำกันเป็นปกติและได้ผลดี ทำให้คุณยังคงสามารถทำรากฟันเทียมได้

โดยทั่วไปจะแนะนำให้ทำในผู้ที่มีอายุ 18-20 ปีขึ้นไป หรือเมื่อการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรหยุดแล้ว ส่วน "ไม่มีข้อจำกัดด้านอายุสูงสุด" ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงสามารถทำรากฟันเทียมได้อย่างปลอดภัย

ตอบ: สามารถทำได้ครับ/ค่ะ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมอาการของโรคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและคงที่ก่อนเข้ารับการผ่าตัด และต้องแจ้งประวัติการรักษาและยาที่ทานให้ทันตแพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อการวางแผนที่รัดกุมและปลอดภัย

ข้อดีหลักของรากฟันเทียมที่เหนือกว่าสะพานฟันคือ ไม่ต้องกรอฟันซี่ข้างเคียง ทำให้ไม่สูญเสียเนื้อฟันที่ดีไป และตัวรากฟันเทียมยังช่วยรักษาสภาพกระดูกขากรรไกรไม่ให้ละลายตัวไปตามกาลเวลา ซึ่งสะพานฟันไม่สามารถทำได้

ไม่แนะนำอย่างยิ่งครับ/ค่ะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่ทำให้การทำรากฟันเทียมล้มเหลว เพราะสารในบุหรี่จะขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ทำให้แผลหายช้าและลดโอกาสที่รากเทียมจะยึดติดกับกระดูก หากต้องการทำรากฟันเทียม ควรพิจารณาหยุดสูบบุหรี่อย่างจริงจังทั้งก่อนและหลังการรักษา

Line
Messenger
Messenger
Line